สรุปเรื่องราวของฉันที่เกิดขึ้นในปี 2556

สรุปเรื่องราวของฉันที่เกิดขึ้นในปี 2556

สรุปเรื่องราวของฉันที่เกิดขึ้นในปี 2556

จากที่เขียนเรื่องราวของปีก่อนเอาไว้แล้วกลับมาดูอีกครั้งพบว่าเป้าหมายยังคงเหมือนเดิม แม้สิ่งที่จะทำเปลี่ยนแปลงไปบ้างก็ตาม ปีนี้ถือว่าเป็นปีแห่งการเปลี่ยนแปลงของชีวิต ทั้งจัดการปัญหาเก่าๆ และเริ่มต้นสู่สิ่งใหม่ ถึงแม้มันยังไม่ชัดเจนมากนัก แต่ก็ดีที่ยังได้เริ่มทำอะไรให้กับชีวิตไปบ้าง

ปีนี้ทำอะไรไปบ้าง

  • ผ่อนรถหมดแล้ว โอนเป็นชื่อพ่อเพื่อเป็นของขวัญ ได้ทะเบียนมาก่อนวันพ่อแบบฉิวเฉียด
  • ผ่อนคอนโดเพื่อที่จะได้มีที่อยู่เป็นของตัวเอง พร้อมทั้งย้ายทะเบียนบ้านมาอยู่นนทบุรีเรียบร้อยแล้ว
  • ให้พ่อแม่เลิกทำไร่ข้าวโพดอันนี้ถือเป็นความสำเร็จอย่างหนึ่งนะ แต่ให้ดูแลสวนยางพารากับสวนปาล์มน้ำมันแทนเพราะจะได้ไม่ไม่เหนื่อยเหมือนกับทำไร่ แต่คนที่ทำไร่มาทั้งชีวิตดันอยู่บ้านเฉยๆ ไม่เป็น สุดท้ายก็ไปช่วยคนอื่นเขาทำไร่อยู่ดี
  • ตัดผมสั้นแล้วหลังจากที่ไม่ได้เข้าร้านตัดผมมา 2 ปี
  • เว็บไซต์ ChinaMania.in.th เริ่มเข้าสู่เส้นทางของมันแล้ว พร้อมกับแฟนเพจเกิน 6 พันคนไปแล้ว แต่ก็ยังไม่สามารถที่จะทำให้ใหญ่ไปกว่านี้ได้ คงต้องรอปีหน้าค่อยลุยกันอีกรอบ
  • คอยติดตามข้อมูลการสร้างบริษัท Startup ในเมืองไทย เข้าไปฟังงานเขาครั้งหนึ่ง แถมยังได้คุยกับอาจารย์ที @Teepakorn ที่สอนเรื่อง Lean Startup ด้วย แต่เหมือนว่ามันตอนนี้ยังไม่สามารถจะไปทำแบบนั้นได้ ต้องใช้เวลาอีกสักระยะ
  • เริ่มเข้าสู่สายโปรแกรมเมอร์อีกครั้งด้วยการไปเรียน Software Testing ที่ #SPRINT3R ถึงแม้จะไม่ค่อยรู้เรื่องก็ตาม
  • ประกอบ PC ใช้เองอีกครั้งแล้วพบว่ามันใช้งานสะดวกกว่า MacBook Air ที่ใช้อยู่ซะอีก #บาปส์ไหมล่ะ
  • อ่านหนังสือ The Agile Samurai ฉบับแปลเถื่อนโดยเหล่าเซเลบทั้งหลายจนจบเล่ม ทำให้เริ่มรู้จักพวก Test-Driven Development (TDD), Unit Testing, Automated Testing, Version Control, Continuous Integration แต่ก็ยังไม่รู้จะเอาไปใช้ยังไงอยู่ดี 555
  • ได้ยินเรื่อง Agile จากการทีไปฟังงาน Meet-up ต่างๆ
  • เริ่มคุยโปรเจกต์กับคนจีนเพื่อที่จะนำสินค้าเกษตรของไทยไปสู่ตลาดจีน

สิ่งที่จะทำปีหน้า

  • เป็นฟรีแลนซ์ดูแลด้าน Online Marketing และทำเว็บไซต์ให้กับบริษัทด้านก่อสร้างแห่งหนึ่ง เริ่มงานต้นปี 2557
  • เป็นฟรีแลนซ์ดูแลเว็บไซต์ GPMAuto.co.th พร้อมดูแลด้าน Online Marketing ให้กับบริษัท GPM Auto Group อันนี้ยังต้องรอข้อมูลจากทางโรงงานอีกเยอะเลย
  • จะจริงจังกับการเรียนภาษาอังกฤษให้มากขึ้น
  • ศึกษาการเขียนแอปมือถือ เพราะตั้งจะทำมานานแล้ว สุดท้ายก็ยังไม่ได้ทำอะไร (-_-#)
  • จะออกกำลังกายและว่ายน้ำทุกสัปดาห์ เพราะเสียดายค่าส่วนกลางที่ต้องจ่ายไปทุกเดือนแต่แทบไม่ได้ไปใช้สระว่ายน้ำกับห้องฟิตเนสที่คอนโดเลย
  • กลับบ้านไปดูสวนยางพาราให้บ่อยขึ้น
  • โดยเฉลี่ยจะซื้อหนังสือสัปดาห์ละเล่ม แต่ดันใช้เวลาอ่าน 2 สัปดาห์ต่อเล่ม ทำให้มีหนังสือที่ต่อคิวให้อ่านเยอะมาก ปีใหม่นี้จะอ่านหนังสือที่ดองเอาไว้ให้จบทุกเล่ม

คอนโด

เนื่องจากว่าอาศัยหอพักมาตั้งแต่สมัยเรียนจนทำงานมาได้หลายปีแล้วก็ยังเช่าหอพักอยู่คิดไปแล้วก็เสียดายตังค์ค่าเช่าอยู่เหมือนกัน แถมอยู่หอพักก็ยังไม่สะดวกเรื่องการใช้งานอินเตอร์เน็ตด้วย ประกอบกับปีนี้ก็ผ่อนรถให้พ่อจนครบงวดสุดท้ายแล้วก็ตัดสินใจว่าอยากจะมีที่อยู่เป็นของตัวเองซักที แต่ด้วยสภาพเงินเดือนตอนนี้ยังไม่สามารถซื้อบ้านได้ ตัวเลือกสุดท้ายจึงเหลือแค่คอนโด

เงื่อนไขที่ตั้งไว้ตอนแรก

  1. ต้องเป็นจุดที่รถรับ-ส่งของบริษัทวิ่งผ่าน เพราะทำงานอยู่ที่อยุธยาเลยไม่สามารถเดินทางไปเองได้
  2. ราคาที่ไม่แพงมากนัก สามารถแบ่งเงินเดือนส่วนหนึ่งมาผ่อนแล้วยังสามารถใช้ชีวิตได้โดยที่ไม่ลำบากมากนัก
  3. มีการจัดการที่ดี อันนี้ต้องดูประวัติย้อนหลังของโครงการแต่ละที่ด้วย
  4. ใกล้ตลาดหรือแหล่งของกิน
  5. ต้องสามารถเดินทางเข้ากรุงเทพฯ ได้สะดวก หรือในอนาคตมีรถไฟฟ้าผ่าน
  6. ใกล้แหล่งงาน เผื่อไว้ว่าซักวันหนึ่งจำเป็นต้องเปลี่ยนที่ทำงาน

เมื่อตั้งเงื่อนไขไว้แบบนี้ก็เริ่มออกสำรวจดูโดยมีปุ้ยไปช่วยตัดสินใจด้วย ไปทั้งย่านรังสิต ปทุมธานี มาจนถึงนนทบุรี ซึ่งใช้เวลาในการหาอยู่ประมาณ 2 อาทิตย์ แต่ก็ไม่มีที่ไหนถูกใจเลย

สุดท้ายด้วยความบังเอิญที่ผ่านมาทางปากเกร็ดแล้วมาเจอคอนโดใหม่ตั้งอยู่ตรงห้าแยกปากเกร็ดพอดีเลยแวะเข้ามาดู เป็นโครงการลุมพินี วิลล์ แจ้งวัฒนะ-ปากเกร็ด ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากตึก Software Park ที่เป็นแหล่งทำงานด้านไอทีมากนัก แถมยังสร้างเสร็จแล้วด้วย หลายห้องก็ทยอยเข้ามาอยู่ที่นี่แล้วด้วย พอเซลล์พาเข้ามาดูห้องที่ยังว่างอยู่เท่านั้นแหละพบว่าทุกอย่างลงตัวเข้ากับเงื่อนไขที่ตั้งเอาไว้ทุกข้อ เลยตัดสินใจจ่ายเงินจองทันที

ลุมพินี วิลล์ แจ้งวัฒนะ-ปากเกร็ด (ยืมรูปมาจากโครงการ)

More →

เพชรพระอุมา ฉบับ E-Book

จากที่เคยแปลงไฟล์เพชรพระอุมามาอ่านบน Kindle เอาเองเนื่องจากไม่สะดวกที่จะพกหนังสือเป็นเล่มติดตัวไปด้วยเวลาเดินทาง ตอนนี้พบว่าร้านนายอินทร์ได้ทำเพชรพระอุมาฉบับ E-book ออกมาขายแล้ว และเวลาอ่านน่าจะต้องติดตั้งแอป NaiinPann ด้วย แต่เนื่องจากว่าไม่มี Tablet ใช้ และเขาไม่ได้ทำให้มันสามารถอ่านบน Kindle ได้ สุดท้ายก็ต้องอ่านบน PC อยู่ดี

หลังจากนี้หวังว่าคงมีหนังสือภาษาไทยที่ทำขายแบบ e-book มากขึ้นนะ

E-book เพชรพระอุมา

เวียงสา…เมืองแห่งขุนเขา ธรรมชาติ และการพักผ่อน

นับตั้งแต่ที่กลับไปบ้านเมื่อสิ้นปี 2555 ก็ไม่ได้ไปเยือนเวียงสาอีกเลย  เนื่องจากวันที่ 9 พฤศจิกายน ต้องไปทำธุระให้พ่อ พร้อมทั้งเกิดอาการเบื่ออย่างรุนแรงสุดท้ายก็เลยก็เลยถือโอกาศนี้กลับกลับไปเที่ยวที่บ้านเกิดซะเลย

เวียงสาเป็นอำเภอเล็กๆ ท่านกลางป่าเขาและธรรมชาติ เป็นทางผ่านจากจังหวัดแพร่ไปสู่จังหวัดน่าน ทำให้เวียงสาได้ฉายาว่าประตูสู่เมืองน่าน และต่อให้เวลาผ่านไปสักกี่ปี ที่นี่ยังคงประเพณีดั้งเดิมเอาไว้ได้อย่างไม่น่าเชื่อ เวลาที่อยากพักผ่อนจะคิดถึงที่นี่ทุกครั้งไป

และเนื่องจากพ่อออกมารับช้าไปหน่อย ก็เลยเดินถ่ายรูปเล่นจากขนส่งเวียงสาไปจนถึงสะพานข้ามแม่น้ำน่าน…หวังว่าจะทำให้คนอยากมาเที่ยวเวียงสากันมากขึ้น

สี่แยกเวียงสา

More →

รวมถาพสวนสวนของฉัน ถ่ายเมื่อวันที่ 2 สิงหาคม 2012

ทุกครั้งที่รู้สึกเหนื่อยเรื่องงานหรือว่าเบื่อกับการใช้ชีวิตในเมืองกรุง เรามักจะเปิดรูปรูปพวกนี้เพื่อเตือนตัวเองว่า เรายังมีคนรออยู่ที่นี่ ยังมีที่ให้กลับไปอยู่นะ แล้วก็ลุกขึ้นสู้ต่อไป :D
แต่ปีนี้ยังไม่มีโอกาศได้กลับบ้านเลยนับตั้งแต่ปีใหม่ ก็เลยยังไม่มีรูปของปีนี้ ตั้งใจไว้ว่าเดือนหน้าต้องกลับไปแน่นอน กลับไปช่วงที่ไร่กำลังเป็นสีเขียวอยู่ เพราะถ้ารอกลับช่วงสิ้นปีสภาพหลังการเก็บเกี่ยวมันจะไม่เป็นแบบนี้แล้ว เหลือแค่หญ้าแห้งๆ ถ่ายรูปแล้วมันไม่สวย – -”

ต้นปาล์มน้ำมัน อายุ 1 ปี

More →

รวมถาพสวนของฉัน ถ่ายเมื่อวันที่ 15 เมษายน 2012

รวมถาพสวนที่น่าน เมื่อวันที่ 15 เมษายน 2012 ถ่ายเก็บเอาไว้ดูว่าแต่ละปีต้นไม้มันโตระดับไหน

กระท่อมสำหรับเก็บปุ๋ยกับเครื่องมือทำสวน

More →

ว่าด้วยเรื่องโฉนดที่ดิน

เนื่องจากว่าที่ดินที่ตาทิ้งไว้ให้ก่อนตายนั้นเป็นที่จับจองซึ่งทำเป็นไร่ข้าวโพดมาทุกรุ่น แต่พอมาถึงรุ่นเราเนื่องจากว่าเราเข้ามาทำงานในเมืองกรุงก็เลยเปลี่ยนจากไร่ข้าวโพดมาปลูกไม้ยืนต้นแทน มีทั้งยางพารา สักทอง แล้วก็ปาล์มน้ำมัน แต่เรากลับไม่เคยศึกษาในเรื่องกฎหมายเลยว่าที่ตรงนั้นมันเป็นที่ประเภทไหน เผื่อไว้ว่าในอนาคตมันจำเป็นต้องใช้เอกสารพวกนี้ ก็เลยเอามาสรุปไว้ที่บล็อคนี้ละกัน

ที่ดินในเมืองไทยนี้แบ่งจาการถือครองได้เป็น 2 ข้อคือ

  1. ที่ดินของประชาชน นั่นก็คือ คนทั่วไปที่มี น.ส.3 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์
  2. ที่ดินของรัฐ ซึ่งถือครองโดยหน่วยงานราชการต่างๆ เช่น ที่ของอุทยาน, ที่ของป่าไม้, ที่ของกองทัพบก, ที่ของราชพัสดุ, ที่ของการรถไฟ, ที่ของส.ป.ก.    เป็นต้น

ส่วนที่เป็นปัญหาบ่อยๆ นั่นก็คือ มักจะมีประชาชนเข้าไปครอบครองที่ดินของรัฐโดยที่ไม่ได้รับอนุญาตจากทางราชการ ซึ่งทางราชการเรียกว่าบุกรุกที่ดินของรัฐ ดังนั้นประชาชนที่ครอบครองโดยมิได้รับอนุญาตนั้น  ก็ไปยื่นแบบแสดงรายการที่ดินเพื่อเสียภาษีบำรุงท้องที่  (ภ.บ.ท.5) เพื่อเข้าใช้ประโยชน์จากที่ดินผืนนั้น และได้รับการสืบทอดทางมรดกเท่านั้น ไม่สามารถซื้อขายหรือโอนกันทางทะเบียนได้

  • ภ.บ.ท. 5 ภาษีบำรุงท้องที่นั้นเป็นภาษีที่ทุกท่านๆ จะต้องเสียให้รัฐ การเสียภาษีบำรุงท้องที่ไม่ได้หมายความว่าจะได้ครอบครองหรือเป็นเจ้าของ ไม่มีเอกสารสิทธิ์ เป็นที่ดินที่ไม่ได้ออกเอกสารสิทธิ์ อาจเนื่องจากเป็นเขตสงวน เช่น ที่ป่าเสื่อมโทรม ส่วนใหญ่จะเป็นอุทยานฯ วนอุทยานฯ การซื้อขายจะได้เพียงการส่งมอบการครอบครองเท่านั้น และต้องเสียภาษีดอกหญ้าด้วย
  • ส.ป.ก. 4-01 ออกให้โดยสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม สืบทอดกันในเครือญาติได้เท่านั้นไม่สามารถซื้อขายกันได้และไม่ต้องเสียภาษีใดๆ แต่จำกัดการถือครองเจ้าละไม่เกิน 50 ไร่ ปลูกพืช  100 ไร่ เลี้ยงสัตว์ ถ้ากระทำผิดเงื่อนไขทาง สปก. สามารถยึดคืนได้ทันที
  • น.ส.3 เป็นหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินประเภทหนึ่งที่ออกตาม ป.กฎหมายที่ดิน สามารถนำมาซื้อขายกันได้

วิธีแก้ปัญหา Error 404 บนเว็บที่ทำด้วย WordPress

ตามปกติแล้ว ปัญหาอีกอย่างหนึ่งของคนที่ทำเว็บไซต์ก็คือ ปัญหาลิงค์เสียหรือ Error 404 – File not found

Error code บนเว็บไซต์ที่เราเจอบ่อยๆ คือ Error 404 – File Not Found

แต่ทุกปัญหาจะมีทางออกเสมอ โดยเจ้าตัว WordPress นั้น จะแนบไฟล์ 404.php มากับ  Theme ของเว็บด้วย สำหรับแสดงข้อความว่าไม่มีหน้านี้อยู่บนเว็บไซต์นะเธอว์

แต่ว่าเราไม่ชอบแบบนั้นก็เลยแก้ให้เป็นเป็น Error 301 – Moved Permanently ซะ เพื่อให้มัน redirect ที่หน้าแรกของเว็บ วิธีทำก็คือนำโค้ดจากข้างล่างนี้ไปใส่ไว้ใน 404.php ซะ ก็แก้ปัญหาได้ละ -/\-

 

.NET Programmer

.NET Programmer

หลังจากที่ถูกย้ายไปทำด้าน System Engineer มาได้ปีกว่าแล้ว ก็แทบไม่ได้เขียนโปรแกรมที่โรงงานอีกเลย จะมีก็แค่โปรแกรมเล็กๆ ที่เขียนมาซัพพอร์ตโปรดักชั่นเท่านั้น

แต่ถึงจะถูกย้ายออกจากทีม Developer ก็ไม่ได้หมายความว่าเราหยุดการเรียนรู้ด้านโปรแกรมมิ่งไปหรอกนะ แต่กลับตรงกันข้ามเลยเพราะมีเรามีเวลาว่างมากกว่าเดิมเยอะ ก็เลยเอาเวลาว่างนั้นมาทำการหาความรู้ให้กว้างมากกว่าเดิม โดยเฉพาะทางด้านการพัฒนา Mobile Application ทั้ง Android และ iOS สำหรับงานด้าน frontend และก็ศึกษาจำพวก Web Framework ต่างๆ ทั้ง Ruby on Rails, ASP.NET MVC สำหรับทำเป็น backend ให้กับ Mobile Application

ช่วงนี้แทบจะเอาเวลาทั้งหมดทั้งตอนกลางคืนหลังเลิกงานและวันหยุดเสาร์-อาทิตย์มาศึกษาเรื่องพวกนี้ทั้งหมด ไม่ว่าจะอ่านเอาเองและไปร่วมงาน meetup ของกลุ่ม developer ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น Barcamp Bangkhen, GDG DevFest, BugDay, Agile Thailand ซึ่งเรียกได้ว่ากลุ่มโปรแกรมเมอร์เขาไปรวมตัวกันที่ไหนเราตามไปฟังทุกงาน จากนั้นก็ได้ค้นพบว่าโปรแกรมเมอร์เหล่านี้ว่าเขานิยมเขียนโปรแกรมในสาย Open Source กัน ไม่ว่าจะเป็น Ruby on Rails, PHP, Java  บลาๆ

หลังจากไปร่วมงานพวกนี้บ่อยๆ เข้า โปรแกรมเมอร์สาย .NET อย่างเราก็เริ่มไขว้เขวได้เหมือนกัน ก็เลยเกิดความลังเลว่าจะเขียน .NET ต่อไปดีไหม หรือว่าควรจะย้ายไปอยู่สาย Open Source ดี ก็เลยไปถามในกลุ่มโปรแกรม .NET ก็ได้คำตอบมาว่า

องค์กรในเมืองไทยยังต้องการโปรแกรมเมอร์สาย .NET อยู่มาก และมันสามารถตอบโจทย์ทางด้านธุรกิจได้ทั้งหมดอยู่แล้ว กราบส์ -/\-

กลับมามองตัวเอง เราเริ่มต้นมากับ .NET เติบโตมากับ .NET แต่ดันมาสงสัยในตัว .NET ซะงั้น เริ่มรู้สึกสำนึกบาปส์ขึ้นมาทันที – -”

เอาล่ะ หลังจากนี้คงเน้นศึกษา .NET ให้ถึงแก่นแท้ของมัน โดยเฉพาะภาษา C# ที่เราถนัดที่สุดนี่แหละ แล้วตอนนี้ Visual Studio 2013 มันก็น่าใช้มากขึ้นด้วย

เอาไว้ตอนที่มันไม่สามารถรองรับงานที่เราก่อนค่อยเปลี่ยนไปศึกษาภาษาอื่น

เอาโปรแกรมเมอร์ไปทำงานไอทีซัพพอร์ตมันคือการเสียของ

ช่วงนี้เกิดอาการเบื่อย่างรุนแรงกับปัญหาต่างๆ ที่ต้องรับผิดชอบ (เรื่องที่ทำงานล้วนๆ) ตั้งแต่ถูกย้ายให้ไปอยู่ทีมซัพพอร์ตฝ่ายโปรดักชันก็ต้องไปเรียนรู้ระบบห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ของกระบวนการประกอบกล้อง แต่ก็ไม่เห็นมันจะสนุกตรงไหนสักนิด จากที่เขียนโปรแกรมแกรมควบคุมคอมพิวเตอร์ก็ต้องเปลี่ยนมาเป็นสร้างระบบควบคุมคนให้ทำงานตามโปรเซสแทน ซึ่งก็รู้ๆ กันอยู่ว่าการควบคุมคนนั้นทำได้ยากและน่าปวดหัวที่สุด ตอนนี้ก็เลยเจอแต่ปัญหา human error ตลอด ทั้งที่อยากทำงานสายโปรแกรมเมอร์ต่อแท้ๆ แต่ดูท่าทางแล้วคงเป็นการย้ายแบบถาวรไปแล้วล่ะ หมดโอกาสที่จะย้ายกลับไปทีมโปรแกรมเมอร์เหมือนเดิมสำหรับที่นี่

งานที่ไม่ควรจะต้องรับผิดชอบ

การส่งข้อมูลจากไซต์งานข้างนอกกลับเข้าไปสู่ระบบหลักที่ศูนย์กลาง ส่วนนี้เราโดนโยนขี้มาเต็มๆ เพราะคนอื่นไม่มีใครอยากจะมาทำอะไรพวกนี้ เคยพยายามจะโอนงานส่วนนี้ไปให้ฝั่งโปรดักชั่นทำเองแต่ทางนั้นก็ไม่ยอมเพราะไม่อยากเพิ่มงานที่ตัวเองต้องรับผิดชอบ สุดท้ายยอมแค่งานชิ้นเดียว ส่วนที่เหลืออีก 10 กว่าชิ้นก็ยังอยู่ที่ผมอยู่ดี ตอนนี้อัพโหลดและดาวน์โหลดโดยการเว็บไซต์ฝากไฟล์ที่ทางญี่ปุ่นกำหนดมา แต่ปัญหาก็คือทั้งเวนเดอร์และฝั่งโปรดักชั่นต้องมีอินเตอร์เน็ตอีกซึ่งการใช้อินเตอร์เน็ตในโรงงานของคนญี่ปุ่นมันไม่ได้สะดวกขนาดนั้น (T_T)

สุดท้ายปัญหาเข้าตัวเพราะมีการระงับการใช้งานอินเตอร์เน็ตช่วงกลางคืนกับวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ มักจะโดนโทรมาช่วงดึกขณะที่กำลังจะนอนหรือในวันหยุดพักผ่อน เพื่อให้ดาวน์โหลดไฟล์พวกนี้ให้แล้วส่งกลับเข้าอีเมล์ของบริษัทไปอีกรอบ ทั้งๆ ที่เคยเสนอเรื่องนี้ไปรอบนึงแล้วว่าให้ส่งไฟล์ผ่านอีเมล์แต่ก็ไม่ให้ทำโดยไม่ยอมบอกเหตุผลด้วย เรื่องที่ทำนี้ไม่มีใครมารับรู้ ไม่มีใครมาสนใจ และต่อให้ทำดีแค่ไหนก็ไม่ได้ผลงาน แต่ถ้าพลาดแล้วถึงขั้นทำให้ไลน์ผลิตหยุดทำงานนี่โดนรับผิดชอบเต็มๆ (╯°□°)╯︵ ┻━┻

กลับสู่เส้นทางสายหลัก

เดิมทีที่ทำงานโปรแกรมเมอร์มาตลอด แต่พอโดนย้ายก็เลยไม่ค่อยได้เขียนโปรแกรม ตอนนี้ทักษะด้านโปรแกรมมิ่งทายไปพอสมควร จึงต้องกลับเขียนซ้อมมือเอาตอนกลางคืนหลังเลิกงาน จากที่เขียนแต่ C# + ASP.NET เพื่อซัพพอร์ตระบบงานต่างๆ ที่โรงงาน ตอนนี้ต้องมาเรียนรู้พวก Ruby on Rails, Objective-C, Java, Android, blah blah blah… เพื่อที่จะได้ตามโปรแกรมเมอร์คนอื่นได้ทันสำหรับการปูทางสู่บริษัท Startup หรือเพื่อเตรียมตัวย้ายงานกลับมาเป็นโปรแกรมเมอร์เหมือนเดิมด้วย หลังจากนี้คงกลับมาเขียนบล็อกเรื่องที่มันเกี่ยวกับด้านโปรแกรมมิ่งมากขึ้น :)

ทิ้งท้าย

วันนี้หลังจากที่อ่านหนังสือมาทั้งวัน ตอนเย็นเดินไปซื้อกับข้าวที่ตลาดปากเกร็ดก็เลยแวะไปเดินที่ท่าน้ำปากเกร็ด ไปเห็นคุณตาคนนี้กำลังนั่งเล่นที่ท่าน้ำ นั่งดูผู้คนที่กำลังขึ้น-ลงเรือข้ามฟากในแต่ละรอบตามประสาคนแก่ที่ปล่อยวางชีวิตแล้ว เห็นแล้วก็รู้สึกอิจฉาอยู่ลึกๆ แต่ตอนนี้เรายังไม่สามารถปล่อยวางชีวิตแบบนั้นได้ ยังอยากจะสร้างสรรค์สิ่งดีๆ ไว้ให้โลกนี้อยู่ก็คงต้องสู้กันต่อไป

Old man under the bridge